ดังนั้นเมื่อหนังเข้าโรงวันที่ 22
ผมก็ยังไม่ได้ไปดู 555+
กว่าจะได้ดูก็วันอา. ที่ 25 แล้ว
วันนั้นไปดูทีเดอะมอลล์งามวงศ์วาน
คนเยอะมากๆๆๆ ไปกับเพื่อนหลายคน
ไปจองตั๋วแบบว่า.. เต็มเกือบทุกแถว
ได้แถว K เอ่อ แบบว่า...
เกือบหน้าสุด - - แหงนคอกันดูเลยทีเดียว
แต่ก็อย่างว่า ไม่มีเวลามาก
เลยต้องตัดสินใจแหงนดูไปอย่างงั้น
คงเสียตรงไอ้นี่อย่างเดียวแหล่ะ
ที่อาจทำให้อรรถรสในการดูหนังเสียไปนิด
เพราะดูๆ ก้มๆ เงยๆ เมื่อยคอ
ดูหนังเรื่องนี้อาจไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่
--------------------------------------
"เธอคงเคยได้ยินเพลงรัก มานับร้อยพัน"
หนังรักแบบอื่นก็เคยดูมาแล้ว
แต่ก็ยังไม่เคยเจอหนังรักแบบเรื่องนี้
ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้เราได้รู้จักคำว่า "รัก"
ในหลากหลายรูปแบบ ในหลากหลายมุมมอง
ซึ่งหลายๆคนอาจมองไปในทิศทางในแนว
ของกระแส Y หรือเกย์พวกนั้นบ้าง.
แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ ผมว่าหนังเรื่องนี้
มีมากกว่าที่พวกคุณคิด หรือพูดถึงกัน
หนังเรื่องนี้แทรกความรักหลากหลายรูปแบบ
ได้อย่างลงตัว.. ซึ่งจนบางทีเราอาจมองข้ามไป
(ต่อไปนี้อาจสปอยล์โปรดระวัง!)
อย่างเช่นฉากเริ่มเรื่องเลย
กล่าวถึงความสัมพันธ์ ความรัก
ระหว่างอาม่ากับมิว
การรัก การเลี้ยงดูของทั้ง 2 คน
ที่ทำให้ผมอดยิ้มไปด้วยไม่ได้ในบางตอน
หรือตอนที่ให้ข้อคิดดีๆ ก็มีเช่นกันในฉากนี้
อย่างตอนที่อาม่าพูดกับมิว
แล้วมิวว่าอาม่าว่าเห็นแก่ตัว
แต่สุดท้ายมิวก็รู้สึกผิด และไปง้ออาม่า
จนอาม่าให้อภัย แล้วทั้งคู่ก็ปรับความเข้าใจกัน
เล่นเปียโนด้วยกัน อีกทั้งอาม่ายังสอนเปียโนให้มิวอีก
ตรงส่วนนี้ ใครที่ดูเผินๆ อาจดูแล้วผ่านเลยไป
แต่สำหรับผม ผมว่าแค่เปิดเรื่องมา
มันก็มีสิ่งที่น่าสนใจมาให้ชมแล้ว..
แค่ตอนสั้นๆ ของการเปิดเรื่องนี้
มันให้ข้อคิด และแสดงถึงความรักได้เป็นอย่างดี
ความรักที่มีให้กัน ย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด
และความรักซึ่งกันและกัน จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปได้
ต่อมากล่าวถึงครอบครัวโต้ง
ซึ่งโต้งมีพี่สาวอีกหนึ่งคน
ครอบครัวนี้อยู่กันอย่างอบอุ่นมาก
แต่วันนึงได้ไปเที่ยวเชียงใหม่กัน
แล้วพี่สาวของโต้งได้ไปเที่ยวกับเพื่อนตามลำพัง
จนหายตัวไป ทำให้ครอบครัวนี้เกิดการพลิกผัน
โต้งและครอบครัวจึงต้องย้ายบ้านไป
ซึ่งเดิมบ้านโต้งอยู่ใกล้กับบ้านมิว
เด็กทั้ง 2 คนนี้จึงสนิทกัน แต่สุดท้ายก็ต้องแยกกันไป
ฉากนี้ก็ให้ข้อคิดดีเหมือนกัน
"เมื่อมีความรัก ย่อมมีการลาจาก"
ความรักบางทีมันก็ไม่ยืนยาวถาวรหรอกครับ
เรื่องบางเรื่อง มันก็ต้องขาดหายไป
อย่างเช่นความรัก มันก็มีเข้ามา และลาจากออกไปได้เช่นกัน...+
หลังจากนั้นมิวก็ต้องพบกับความสูญเสีย
คืออาม่าได้ตายไป มิวก็ต้องอยู่คนเดียว
ทำให้สิ่งที่น่ากลัวที่สุด มาเยือนในชีวิตมิว
นั่นก็คือ "ความเหงา"
ซึ่งทางฝั่งครอบครัวของโต้งก็เริ่มมีปัญหาเช่นกัน
พ่อของโต้งเริ่มกินเหล้า และครอบครัวทะเลาะกัน
แต่ก็คงเป็นพรหมลิขิต ที่มิวได้จัดวงดนตรีร้องเพลง
และออกเทปกันกับกลุ่มเพื่อน
และทำให้เจอโต้งเข้าที่สยาม..
จากนั้นทั้งสองก็ติดต่อและเป็นเพื่อนที่สนิทกันเหมือนเดิม
หรือเรียกได้ว่า สนิทกันมากขึ้น
โต้งเป็นคนนึง ที่ช่วยทำทำลายความเหงาให้กับมิว
และมิวก็เป็นคนนึง ที่ช่วยเป็นกำลังใจให้โต้งเสมอ
ความรักความห่วงใย ผมว่ามันเป็นผลดีกับทุกคนเสมอนะ
จนกระทั่ง โต้งเจอคนๆหนึ่ง
หน้าตาเหมือนจูนพี่สาวตัวเองที่หายไป
จึงให้จูน ไปทำตัวเหมือนพี่ตัวเอง
และคอยดูแลพี่ ที่กินเหล้า และร่างกายย่ำแย่ไปทุกวัน
จนจูน ก็เริ่มกลายไปเป็นครอบครัวเดียวกันกับคนพวกนั้น
ซึ่งนี่ก็เหมือนเป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่ง
ถึงจะไม่ใช่เลือดเนื้อกัน แต่ก็รักกันได้เหมือนญาติพี่น้องตัวเองแท้ๆ
วันหนึ่งมิวและโต้งนั่งคุยกัน
และได้ปรับทุกข์ พูดคุยกัน
แล้วก็ ฉาก นั้น... (คนที่ดูแล้วคงรู้)
คือแบบว่า กรี้ดกันทั้งโรง 55+
แต่ตรงนี้ ผมก็เฉยๆนะ
เพราะผมว่า ถึงชายจะรักชายก็ไม่ผิด
ถึงอย่างไรก็คนเหมือนกันๆ
เพียงแต่เค้ารักในแบบของเค้า
เราก็รักในแบบของเรา
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความรัก
ซึ่งแน่นอน มันก็ต้องมีจริงๆในสังคมอยู่แล้ว
แต่ถึงอย่างไรสุดท้าย
ต่างคนก็ต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง
โต้งเลยบอกกับมิวตรงๆ
ว่าคบเป็นแฟนไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้รักมิว
แต่เราก็ยังคงเป็น "เพื่อน" กัน
ถึงแม้มิวจะเสียใจมาก แต่สุดท้าย
มิวก็ยังได้เรียนรู้คำว่ารัก และก็ยังดีใจที่ได้รักใครซักคน
และก็ยังได้รู้จักคำดีๆ อีกคำหนึ่ง คือคำว่ามิตรภาพ
และความรักของเพื่อนมากขึ้นอีกด้วย
ผมว่า ไม่ว่าเราจะรักในรูปแบบไหน
รักกับใคร เพศไหน มันก็ไม่สำคัญ
เพียงแต่เรามีความรัก เราก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
จากหนังเรื่องนี้จะเห็นว่า
ได้เจอความรักหลากหลายรูปแบบ
ทั้งเพศเดียวกัน หรือต่างเพศ
ความรักแบบวัยรุ่น แบบเพื่อน แบบครอบครัว
ผมว่า หนังเรื่องนี้ให้แง่มุมต่างๆหลายๆด้านดีมาก
ต้องขอบคุณผู้กำกับเรื่องนี้ ที่ทำหนังเรื่องนี้ให้เราได้ดู
ได้รู้จักคำว่า "รัก" นอกเหนือจากสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่
ได้รักในมุมมองใหม่ๆ ในความคิดใหม่ๆ
ของสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคมปัจจุบัน
โลกปัจจุบัน ต้องการเพียงความรักเท่านั้น
ที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ จริงมั้ยครับ?
--------------------------------------
"ให้มันเป็นเพลงบนทางเดินเคียงที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน"
ถึงแม้ว่า รักของแต่ละคน
ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกัน ของกลุ่มเพื่อนนั้น
จะไม่สมหวังก็ตาม
แต่มันก็ทำให้เราได้มองในแต่ละมุมของความรัก
ความรักซึ่งมีจริงบนโลกใบนี้
เพียงแต่บางคนอาจยังไม่เจอมัน.เท่านั้นเอง
แน่นอน ความรักเมื่อเข้ามา ย่อมมีจากไป
แต่ก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอ ที่เราจะดูแลรักนั้น
ให้อยู่กับเราไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้..+
--------------------------------------
"มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย"
วลีเด็ดประจำหนังเรื่องนี้ คงจะหนีไม่พ้น..
๏ ตราบใดยังมีรัก ย่อมมีหวัง ๏
๏ บางทีครอบครัวอาจจะดูรักมากเกินไป จนอาจจะเหมือนเป็นการทำร้ายกัน แต่เชื่อเถอะ! เวลาจะพิสูจน์เราเอง ว่าความรักมันไม่มากเกินไปจริงๆ ๏
ส่วนตัวผมชอบประโยค 2 ประโยคนี้นะครับ
คือว่า มันโดน + ให้แง่คิดดี...
--------------------------------------
"และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย"
มีฉากหนึ่งประทับใจมากๆ
คือฉากที่สุนีย์ (แม่โต้ง)
กำลังจัดแต่งต้นคริสต์มาสอยู่
แล้วโต้งก็เข้าไปหาแม่ แล้วถามว่า
"แม่เหนื่อยมั้ย?"
ซึ่งผมว่า แค่ประโยคสั้นๆนี้ ก็มีความหมายนะ
ผมคิดว่า หลายๆคนก็อาจไม่เคยพูดคำนี้กับพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ
รวมทั้งผมด้วย ...+
หลังจากนั้น แม่ก็ให้โต้งเอาตุ๊กตาไปติดต้นไม้
ตุ๊กตานั้นมี 2 ตัว..
โต้งก็ลังเล ไม่รู้จะติดตัวไหน ตรงไหนดี
จนโต้งบอกว่า "ก็กลัวติดไม่ถูกใจแม่ แล้วแม่จะว่าให้อีก"
ตรงนี้เป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้สุนีย์คิดได้...
ผมคิดว่า โต้งคงกำลังจะบอกอะไรแม่อย่างอ้อมๆ เช่นกัน
แม่ จึงบอกให้โต้งเลือกที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด
โต้งจึงเลือกตุ๊กตาตัวนึงแล้วติดมันลงไปอย่างไม่ลังเล
นี่ก็แสดงให้เห็นว่า โต้งโตพอที่จะตัดสินใจเองได้
โดยขอเพียงให้แม่ดูความสำเร็จของโต้งอยู่ห่างๆ
และคอยเป็นกำลังใจ อยู่เคียงข้างโต้งก็เป็นพอ
ผมว่า เนื้อหาตรงนี้ดีมากๆเลยนะ
มันทำให้แม่ลูกได้เปิดใจยอมรับฟังกันมากขึ้น
และคิดถึง ห่วงใยกันมากขึ้น...
อย่างว่าแหล่ะนะ ความรัก มันต้องใช้เวลา
ค่อยๆเรียนรู้กันไป.. ถึงจะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
--------------------------------------
"ว่าถ้าชีวิตคือทำนองเธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ"
ผมว่าหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าคุณจะมีความรัก หรือไม่มี
ไม่ว่าจะรักในรูปแบบไหน กับใครก็ตาม
สมควรไปดูอย่างยิ่ง
เพราะมันจะทำให้คุณรู้จักคำว่ารักมากขึ้น
มากกว่าที่เราเคยรู้จัก
และมากกว่าที่เราเคยเป็นอยู่..+
ถ้าหนังเรื่องนี้เต็ม 10 ผมให้ 9.9
อีก 0.1 ขอหัก
หักตรงที่ 2 คนนั้นจูบเร็วไปหน่อย น่าจะนานกว่านี้
55+ ไม่ใช่และ! -:)
แต่ที่หัก ผมว่าน่าจะมีบางตอน
บางช่วง ที่น่าจะแทรกอะไรบางอย่าง
ได้มากกว่านี้ ซึ่งจะทำให้หนังดูได้อรรถรส
และได้ข้อคิดดีๆมากขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้
แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่าหนังเรื่องนี้ดีเลยทีเดียว
ดีที่สุดในรอบปีเลยหล่ะ
(เพราะปีนี้ทั้งปี ดูเรื่องนี้เรื่องเดียว ป่อยยย)
เอาเถอะ ส่วนตัว ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก
และอยากให้ทุกๆคนไปดู
และเรียนรู้กับคำว่า "รัก"
ในหลากหลายแง่มุมต่างๆ มากขึ้น ...+
--------------------------------------
--------------------------------------
PS.
+ บล๊อคนี้ควรดูจาก IE6 หรือ Firefox เท่านั้น
ไม่แนะนำให้ดูผ่าน IE7 เพราะมันจะแปลกๆ + มั่วๆ
+ แอบไปดูหนังเรื่องนี้มา 2 รอบและ
ยังประทับใจไม่หาย...+
+ ถ้ายังมีโอกาสและเวลา ก็จะไปดูอีก ..
+ แอบชอบมาริโอ้ หล่อหน้าใสกิ๊ก
+ แอบชอบพิช ชื่อเหมือนกัน ร้องเพลงก็เพราะ
+ ost. เพราะทุกเพลงเล้ย ไว้ทยอยๆ ลงบล๊อค
+ อัพบล๊อคครั้งต่อไป ลงรูปหนังเรื่องนี้ซักตู้มดีกว่า
+ ถามคนที่ไปดูมาแล้วหน่อย คุณคิดว่าแตงกับจูน เป็นคนเดียวกันรึเปล่า?
+ วันจ.ที่ 2 ธ.ค. เข้าค่ายคุณธรรมแล้ว เง้อ - -" ไปตั้ง 3 วัน เซง *
+ เอ่อ วันนี้เป็นเอนทรี่แรก ที่โพสยาวสุดๆ และใช้เวลาเขียนนานสุดๆ เหนื่อย ~
+ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ครับ แต่คงยังไม่ได้ตามเมนต์ คงต้องรอหลังจากกลับเข้าค่ายก่อนนะ !
+ ขอบคุณนักแสดงทุกท่านที่ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี
+ ขอบคุณผู้กำกับสำหรับหนังรักดีๆแห่งปี
+ ขอบคุณคนแต่งเพลง ที่แต่งเพลงดีๆ ความหมายดีๆ ให้กับหนังเรื่องนี้
+ ขอบคุณทุกคน ที่สอนให้ผมรู้จักคำว่า "รัก" ฮิ้วววว - - - - */~
#1 By PCHY* on 2007-12-02 15:56